Login Form

Visitors Counter

383068
วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
สัปดาห์ก่อน
เดือนนี้
เดือนก่อน
รวมทั้งหมด
605
1304
10543
358109
35765
27236
383068

เลข IP: 54.197.189.108
เวลา: 2014-08-30 08:07:33

In order to view this object you need Flash Player 9+ support!

Get Adobe Flash player
Joomla! Slideshow

พฤติกรรมผู้บริโภคทฤษฎีการผลิต ตลาดในระบบเศรษฐกิจ

ทฤษฎีพฤติกรรมผู้บริโภค 

พฤติกรรมของผู้บริโภค (Consumer Behavior) หมายถึง การแสดงออกของแต่ละบุคคลที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการใช้สินค้าและบริกรทางเศรษฐกิจ รวมทั้งกระบวนการในการตัดสินใจที่มีผลต่อการแสดงออก

ประโยชน์ของการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภค
1. ช่วยให้นักการตลาดเข้าใจถึงปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าของผู้บริโภค
2. ช่วยให้ผู้เกี่ยวข้องสามารถหาหนทางแก็ไขพฤติกรรมในการตัดสินใจซื้อสินค้าของผู้บริโภคในสังคมได้ถูกต้องและสอดคล้องกับความสามารถในการตอบสนองของธุรกิจมากยิ่งขึ้น
3. ช่วยให้การพัฒนาตลาดและการพัฒนาผลิตภัณฑ์สามารถทำได้ดีขึ้น
4. เพื่อประโยชน์ในการแบ่งส่วนตลาด เพื่อการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ให้ตรงกับชนิดของสินค้าที่ต้องการ
5. ช่วยในการปรับปรุงกลยุทธ์การตลาดของธุรกิจต่าง ๆ เพื่อความได้เปรียบคู่แข่งขัน

กระบวนการพฤติกรรมผู้บริโภค (Process of Behavior)
1. พฤติกกรมเกิดขึ้นได้ต้องมีสาเหตุทำให้เกิด
2. พฤติกรรมเกิดขึ้นได้จะต้องมีสิ่งจูงใจหรือแรงกระตุ้น
3. พฤติกรรมที่เกิดขึ้นย่อมมุ่งไปสู่เป้าหมาย

ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภค
1. ปัจจัยทางวัฒนธรรม เป็นปัจจัยขั้นพื้นฐานที่สุดในการกำหนดความต้องการและพฤติกรรมของ มนุษย์ เช่น การศึกษา ความเชื่อ ยังรวมถึงพฤติกรรมส่วนใหญ่ที่ได้รับการยอมรับภายในสังคมใดสังคมหนึ่งโดยเฉพาะ
ลักษณะชั้นทางสังคม ประกอบด้วย 6 ระดับ
ขั้นที่ 1 Upper-Upper Class ประกอบด้วยผู้ที่มีชื่อเสียงเก่าแก่เกิดมาบนกองเงินกองทอง
ชั้นที่ 2 Lower –Upper Class เป็นชั้นของคนรวยหน้าใหม่ บุคคลเหล่านี้เป็นผู้ยิ่งใหญ่ในวงการบริหาร เป็นผู้ที่มีรายได้สูงสุดในจำนวนชั้นทั้งหมด จัดอยู่ในระดับมหาเศรษฐี
ชั้นที่ 3 Upper-Middle Class ประกอบด้วยชายหญิงที่ประสบความสำเร็จในวิชาอื่น ๆ สมาชิกชั้นี้ส่วนมากจบปริญญาจากมหาวิทยาลัย กลุ่มนี้เรียกกันว่าเป็นตาเป็นสมองของสังคม
ชั้นที่ 4 Lower-Middle Class เป็นพวกที่เรียกว่าคนโดยเฉลี่ย ประกอบด้วยพวกที่ไม่ใช่ฝ่ายบริหาร เจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก พวกทำงานนั่งโต๊ะระดับต่ำ
ชั้นที่ 5 Upper-Lower Class เป็นพวก จนแต่ซื่อสัตย์ ได้แก่ชนชั้นทำงานเป็นชั้นที่ใหญ่ที่สุดในชั้นทางสังคม
ชั้นที่ 6 Lower-Lower Class ประกอบด้วยคนงานที่ไม่มีความชำนาญกลุ่มชาวนาที่ไม่มที่ดินเป็นของตนเองชนกลุ่มน้อย

2. ปัจจัยทางสังคม เป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องในชีวิตประจำวันและมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการซ้อ ซึ่ง ประกอบด้วยกลุ่มอ้างอิง ครอบครัว บทบาท และสถานะของผู้ซื้อ
2.1 กลุ่มอ้างอิง หมายถึงกลุ่มใด ๆ ที่มีการเกี่ยวข้องกัน ระหว่างคนในกลุ่ม แบ่งเป็น 2 ระดับ
- กลุ่มปฐมภูมิ ได้แก่ครอบครัว เพื่อนสนิท มักมีข้อจำกัดในเรื่องอาชีพ ระดับชั้นทางสังคม และช่วงอายุ
- กลุ่มทุติยภูมิ เป็นกลุ่มทางสังคมที่มีความสัมพันธ์แบบตัวต่อตัว แต่ไม่บ่อย มีความเหนียวแน่นน้อยกว่ากลุ่มปฐมภูมิ
2.1 ครอบครัว เป็นสถาบันที่ทำการซื้อเพื่อการบริโภคที่สำคัญที่สุด นักการตลาดจะพิจารณา ครอบครัวมากกว่าพิจารณาเป็นรายบุคคล
2.2บทบาททางสถานะ บุคคลที่จะเกี่ยวข้องกับหลายกลุ่ม เช่น ครอบครัว กลุ่มอ้างอิง ทำให้ บุคคลมีบทบาทและสถานภาพที่แตกต่างกันในแต่ละกลุ่ม
3. ปัจจัยส่วนบุคคล การตัดสินใจของผู้ซื้อมักได้รับอิทธิพลจากคุณสมบัติส่วนบุคคลต่าง ๆ เช่น อายุ อาชีพ สภาวการณ์ทางเศรษฐกิจ การศึกษา รูปแบการดำเนินชีวิต วัฏจักรชีวิตครอบครัว
4. ปัจจัยทางจิตวิทยา การเลือกซื้อของบุคคลได้รับอิทธิพลจากปัจจัยทางจิตวิทยา ซึ่งจัดปัจจัยในตัว ผู้บริโภคที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการซื้อและใช้สินค้า ปัจจัยทางจิตวิทยาประกอบด้วยการจูงใจ การรับรู้ ความเชื่อและเจตคติ บุคลิกภาพและแนวความคิดของตนเอง

นักจิตวิยามาสโลว์ได้กำหนดทฤษฏีลำดับขั้นตอนของความต้องการซึ่งกำหนดความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์ไว้ 5 ระดับ ซึ่งจัดลำดับจากความต้องการระดับต่ำไปยังระดับสูงคือ
1. ความสำเร็จส่วนตัว
2. ความต้องการด้านอีโก้ (ความภาคภูมิใจ สถานะ ความเคารพ)
3. ความต้องการด้านสังคม
4. ความปลอดภัยและมั่นคง
5. ความต้องการของร่ายกาย

กระบวนการตัดสินใจของผู้ซื้อ
ขั้นที่ 1 การรับรู้ถึงปัญหา กระบวนการซื่อจะเกิดขึ้นเมื่อผู้ซื้อตระหนักถึงปัญหาหรือความต้องการของตนเอง
ขั้นที่ 2 การค้นหาข้อมูล ในขั้นนี้ผู้บริโภคจะแสวงหาข้อมูลเพื่อตัดสินใจ ในขั้นแรกจะค้นหาข้อมูลจากแหล่งภายในก่อน เพื่อนำมาใช้ในการประเมินทางเลือก หากยังได้ข้อมูลไม่เพียงพอก็ต้องหาข้อมูลเพิ่มจากแหล่งภายนอก
ขั้นที่ 3 การประเมินผลทางเลือก ผู้บริโภคจะนำข้อมูลที่ได้รวบรวมไว้มาจัดเป็นหมวดหมู่และวิเคราะห์ข้อดี ข้อเสีย ทั้งในลักษณะการเปรียบเทียบหาทางเลือกและความคุ้มค่ามากที่สุด
ขั้นที่ 4 การตัดสินใจเลือกทางเลือกที่ดีที่สุด หลังการประเมิน ผู้ประเมินจะทราบข้อดี ข้อเสีย หลังจากนั้นบุคคลจะต้องตัดสินใจเลือกทางเลือกที่ดีที่สุดในการแก็ปัญหา มักใช้ประสบการณ์ในอดีตเป็นเกณฑ์ ทั้งประสบการณ์ของตนเองและผู้อื่น
ขั้นที่ 5 การประเมินภายหลังการซื้อ เป็นขั้นสุดท้ายหลังจากการซื้อ ผู้บริโภคจะนำผลิตภัณฑ์ที่ซื้อนั้นมาใช้ และในขณะเดียวกันก็จะทำการประเมินผลิตภัณฑ์นั้นไปด้วย ซึ่งจะเห็นได้ว่า กระบวนการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคเป็นกระบวนการต่อเนื่อง ไม่ได้หยุดตรงที่การซื้อ

Kotler (1997, p. 105) ได้วิเคราะห์ว่า การวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคเป็นการค้นหาหรือวิจัยที่เกี่ยวกับพฤติกรรมการซื้อและบริโภคเพื่อทราบถึงลักษณะความต้องการและพฤติกรรมการซื้อและการใช้ของผู้บริโภค คำตอบที่ได้จะช่วยให้สามารถจัดกลยุทธ์ การตลาด ที่สามารถตอบสนองความพึงพอใจของผู้บริโภคได้อย่างเหมาะสม ดังรายละเอียดนี้
          1. ใครอยู่ในตลาดเป้าหมาย (who constitutes the market?) เป็นคำตอบเพื่อทราบถึงลักษณะของกลุ่มเป้าหมาย (occupants)
          2. ผู้บริโภคซื้ออะไร (what does the market buy?) เป็นคำถามเพื่อทราบถึงสิ่งที่ตลาดซื้อ (objects)
          3. ทำไมผู้บริโภคจึงซื้อ (why does the market buy?) เป็นคำถามเพื่อทราบถึงวัตถุประสงค์ในการซื้อ (objectives)
          4. ใครมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ (who participates in the buying) เป็นคำถามเพื่อทราบถึงบทบาทของกลุ่มต่าง ๆ ที่มีอิทธิพลหรือมีส่วนร่วมในการตัดสอนใจซื้อ (organization)
          5. ผู้บริโภคซื้ออย่างไร (how does the market buy?) เป็นคำถามเพื่อทราบถึงขั้นตอนในการตัดสินใจซื้อ (operations)
          6. ผู้บริโภคซื้อเมื่อใด (when does the market buy?) เป็นคำถามเพื่อทราบโอกาสการซื้อ (occasions)
          7. ผู้บริโภคซื้อที่ไหน (where does the market buy?) เป็นคำถามเพื่อทราบถึงโครงการสร้างช่องทาง ที่ผู้บริโภคจะไปซื้อในช่องทางการจัดจำหน่ายนั้น ๆ (outlets)

          แนวคิดส่วนประสมทางการตลาดสำหรับธุรกิจให้บริการ นักวิชาการส่วนใหญ่ กล่าวว่า การจัดการตลาดธุรกิจประเภทต่าง ๆ เป็นการจัดการกับส่วนประสมทางการตลาดเพื่อสร้างข้อเสนอขาย ที่ก่อให้เกิดการซื้อ ขายสินค้า ให้บริการ ระหว่างผู้บริโภค ซึ่งส่วนประสมทางการตลาด 4 ประการ (marketing mix--4Ps) ได้แก่
          1. ผลิตภัณฑ์ (product) ผลิตสินค้าให้ตรงกับความต้องการ
          2. ราคา (price) กำหนดราคาให้มีกำไร
          3. ช่องทางการจัดจำหน่าย (place) หาซื้อสะดวกและรวดเร็ว
          4. การส่งเสริมการตลาด (promotion) ส่งเสริมให้ลูกค้าเกิดความต้องการ

          นอกจากนั้นยังต้องอาศัยเครื่องมืออื่น ๆ เพิ่มเติม ซึ่งประกอบด้วย
          1. บุคคลหรือพนักงาน ซึ่งต้องคัดเลือก ฝึกอบรม จูงใจ เพื่อให้สามารถสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าได้แตกต่างเหนือคู่แข่ง
          2. การสร้างและนำเสนอลักษณะทางกายภาพ โดยพยายามสร้างคุณภาพโดยรวม (Total Quality Management--TQM) ให้เกิดขึ้น
          3. กระบวนการส่งมอบคุณค่าในการให้บริการกับลูกค้าได้รวดเร็ว ประทับใจลูกค้า

          ส่วนประสมทางการตลาด (market mix) ของสินค้ามีพื้นฐานประกอบด้วย 4Ps แต่ Kotler (1997, p. 109) มีความเห็นว่า ส่วนประสมทางการตลาดของตลาดบริการ จะประกอบด้วย 7Ps ดังนี้
          1. Product: P1 (ผลิตภัณฑ์)
          2. Price: P2 (ราคา)
          3. Place: P3 (ช่องทางการจัดจำหน่าย)
          4. Promotion: P4 (การส่งเสริมการตลาด)
          5. People: P5 (พนักงาน)
          6. Process: P6 (กระบวนการให้บริการ)
          7. Physical Evidence: P7 (สิ่งแวดล้อมทางกายภาพ)

          ส่วนประสมการตลาดในมุมมองลูกค้า ประกอบด้วย
          1. Customer Value: C1 (คุณค่าที่ลูกค้าจะได้รับ)
          2. Cost to Customer: C2 (ต้นทุน)
          3. Convenience: C3 (ความสะดวก)
          4. Communication: C4 (การติดต่อสื่อสาร)
          5. Caring: C5 (การดูแลเอาใจใส่)
          6. Completion: C6 (ความสำเร็จในการตอบสนองความต้องการ
          7. Comfort: C7 (ความสบาย)
          ส่วนประสมทางการตลาดถูกสร้างขึ้นโดยคำนึงถึงความจำเป็น และความต้องการ (need and want) ของตลาดส่วนต่าง ๆ เพื่อให้บรรลุถึงวัตถุประสงค์ทางการตลาดของบริษัท และเพื่อตอบสนอง หรือสร้างความพึงพอใจ (satisfaction) ให้กับผู้บริโภคด้วย

 

ความหมายของตลาด

ตลาด หมายถึง     สถานที่ที่ผู้ซื้อไปซื้อสินค้า คือไปพบผู้ขายเพื่อทำการซื้อหรือต่อรองและตกลงราคาสินค้า[1]

                ตลาด หมายถึง สถานที่ผู้ซื้อและผู้ขายพบปะเพื่อซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้า[2]

                ตลาด หมายถึง สถานที่แห่งใดแห่งหนึ่งที่นำสินค้าไปขายและมีผู้ซื้อมาซื้อ ณ ที่นั้น[3]

                จากความหมายของตลาดที่กล่าวมาข้างต้นนั่นคือ ตลาดในความหมายทั่วไป หมายถึง สถานที่ที่ผู้ซื้อและผู้ขายมีการแลกเปลี่ยนสินค้าซึ่งกันและกัน   มักจะมีชื่อตามสถานที่หรือที่ตั้งของตลาดนั้น ๆ เช่น ตลาดนัดสวนจตุจักร ตลาดสดต่าง ๆ แต่ปัจจุบันจะเห็นได้ว่าการซื้อขายสินค้าไม่ได้จำกัดสถานที่ และเวลา แม้ว่าผู้ซื้อและผู้ขายอยู่ต่างสถานที่กันก็สามารถซื้อขายกันได้ เช่น อาจจะซื้อขายกันทางโทรศัพท์ โทรสาร อินเตอร์เน็ต ดังนั้น ในทางเศรษฐศาสตร์ตลาดจึงมีความหมายกว้างกว่านั้น    กล่าวคือ     เป็นสภาวการณ์ที่ผู้ซื้อและผู้ขายติดต่อกันได้โดยสะดวก

จนสามารถทำการแลกเปลี่ยนซื้อขายสินค้ากันได้



[1] ฤทธิ์  ศิริมาตย์,รศ. เศรษฐศาสตร์ในชีวิตประจำวัน, พิมพ์ครั้งที่ 2, หน้า 16.

[2] สมลักษณ์  สันติโรจนกุล, เศรษฐศาสตร์จุลภาค 1, หน้า 108.

[3] อภินันท์  จันตะนี และคณะ, เศรษฐศาสตร์ทั่วไป, พิมพ์ครั้งที่ 3, (กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์, 2543), หน้า 94.

ปัจจัยที่ใช้กำหนดขนาดของตลาด

ขนาดของตลาดจะใหญ่หรือเล็กเพียงใดขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆ อย่างเป็นตัวกำหนด ปัจจัยต่างๆ ประกอบด้วย[1]

1. ลักษณะของสินค้า เนื่องจากสินค้าแต่ละชนิดมีลักษณะไม่เหมือนกัน จึงทำให้ขนาดของตลาดแตกต่างกัน ลักษณะต่าง ๆ ของสินค้าที่เป็นตัวกำหนดตลาดของสินค้า ได้แก่                                                               1)  สินค้าที่เป็นของเน่าเสียง่าย เช่น ผักสด ผลไม้สด อาหารทะเล ดอกไม้สด สินค้าเหล่านี้จะเสียค่าใช้จ่ายในการขนส่งแพงและเน่าเสียง่าย จึงไม่สามารถขนส่งได้ไกลและเก็บไว้ไม่ได้นาน ตลาดของสินค้านี้จึงแคบ ไม่กว้างขวางเท่าที่ควร

                                2) สินค้าที่มีน้ำหนักหรือปริมาตรมากแต่มูลค่าต่ำ เช่น นุ่น หิน ทราย ตลาดของสินค้าพวกนี้จะแคบเช่นกัน เพราะขนส่งไปไกล ๆ จะไม่คุ้มค่าและลำบากต่อการขนส่ง

                                3) สินค้าที่เคลื่อนย้ายไม่สะดวก สินค้าบางอย่างบอบบาง แตกชำรุดง่าย และขนส่งย้ายจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง ยากลำบาก จึงทำให้ไม่ค่อยมีผู้ดำเนินการขนส่งสินค้าจำพวกนี้ออกไปจำหน่ายในท้องที่ไกล ๆ เป็นผลให้สินค้าพวกนี้มีตลาดแคบ       

                4)  สินค้าประเภทแรงงาน ตลาดแรงงานเป็นตลาดที่แคบเพราะในทางปฏิบัติการอพยพย้ายถิ่นเป็นเรื่องค่อนข้างยุ่งยากอันเนื่องจากหลาย ๆ สาเหตุ ได้แก่ ความรู้ความชำนาญของแรงงาน ขนบธรรมเนียมและประเพณีระหว่างท้องถิ่นที่มีความแตกต่างกัน ฯลฯ

                5) มาตรฐานของสินค้า สินค้าใดที่ผู้ซื้อเห็นว่ามีคุณภาพหรือมีมาตรฐานสูงก็จะทำให้ผู้ซื้อเกิดความนิยมซื้อกันอย่างแพร่หลาย ทำให้ตลาดในการจำหน่ายสินค้านั้นขยายกว้างมากขึ้น แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าสินค้ามีคุณภาพและมาตรฐานไม่ดีก็จะทำให้ผู้ซื้อไม่นิยมซื้อ ตลาดก็จะแคบลง

                2. การสื่อสารและการคมนาคม สินค้าใดที่สามารถขนส่งจากผู้ผลิตไปยังผู้บริโภคได้ด้วยระบบการขนส่งที่สะดวกรวดเร็วและประหยัด  เช่น มีถนนหนทางดี   มีภาชนะที่ใช้ขนถ่ายดี ก็จะทำให้ตลาดของสินค้านั้นขยายกว้างขวาง แต่ในทางกลับกัน    ถ้าการขนส่งเคลื่อนย้ายไม่ดีช้าและไม่สะดวก   จึงทำให้ตลาดสินค้านี้แคบลง   ส่วนด้านการสื่อสาร   เช่น   ถ้าการสื่อสารด้านโทรศัพท์    ไปรษณีย์     มีการติดต่อสื่อสารกันสะดวกและรวดเร็ว       มีผลให้ตลาดขยายกว้างขวางยิ่งขึ้น แต่ถ้า

การสื่อสารไม่ดีทำให้ติดต่อกันไม่สะดวก ตลาดก็จะถูกจำกัดอยู่แต่เพียงภายในพื้นที่นั้นเท่านั้น

                3. นโยบายของรัฐบาล เช่น นโยบายทางด้านภาษี นโยบายด้านการค้าระหว่างประเทศ นโยบายด้านการอุดหนุนและการส่งเสริม ฯลฯ จะทำให้ผลต่อการขยายตัวและการแคบลงของตลาด อาทิ การลดภาษี เพิ่มโควต้าการส่งออก การผ่อนคลายการควบคุม การส่งเงินตราออกนอกประเทศ

                4. ความต้องการของผู้บริโภค  สินค้าซึ่งผู้บริโภคทั่วไปมีความต้องการมาก ได้แก่ อาหาร เสื้อผ้า ของใช้จำเป็นต่าง ๆ เช่น สบู่ ยาสีฟัน ผงซักฟอก เป็นต้น สินค้าเหล่านั้นจะทำให้ตลาดขยายตัวไปได้มาก

                5. การกระจายรายได้ของประชาชนในประเทศนั้น ๆ ถ้าประชาชนของประเทศส่วนใหญ่ยากจน มีรายได้ต่ำ การขยายตัวของตลาดสินค้าบางชนิดจะทำได้ยาก

                6. ศาสนา วัฒนธรรม และความเชื่อเช่น ผู้นับถือศาสนาอิสลามไม่บริโภคเนื้อหมู ทำให้การขยายตลาดมีความแตกต่างกันไปด้วย



[1] เรื่องเดียวกัน, หน้า 54 – 55.

หน้าที่ของตลาด

ตลาดมีหน้าที่สำคัญ คือ อำนวยให้ฝ่ายผู้ขายและผู้ซื้อได้ทำการซื้อขายแลกเปลี่ยนดำเนินไปได้โดยสะดวก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการชำระเงินเจริญก้าวหน้ามากขึ้น ระบบการซื้อขายก็เจริญก้าวหน้าตามไปด้วย โดยวิวัฒนาการจากวิธีการแลกสินค้าโดยตรง (barter system) มาจนถึงการซื้อขายโดยเพียงแต่ดูตัวอย่างสินค้าและการชำระเงินค่าสินค้าที่สะดวกรวดเร็ว แม้ผู้ซื้อและผู้ขายอยู่คนละซีกโลกก็ตาม[1]

จากหน้าที่ของตลาดที่กล่าวมาแล้วข้างต้นนั้น แสดงว่าการที่สินค้าจากผู้ผลิตจะถึงมือผู้บริโภคได้นั้น  ผู้บริโภคไม่จำเป็นต้องไปเสาะหาสินค้าที่ตนต้องการเพียงแต่นำสื่อหรือเงินที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบันไปแลกกับสินค้าที่เราต้องการจากผู้ขายซึ่งอาจไม่ใช้ผู้ผลิตโดยตรง ดังนั้น หน้าที่ของตลาดจึงเกิดขึ้นตั้งแต่ต้นจนกระทั่งสินค้าและบริการถึงมือผู้บริโภค



[1] วันรักษ์  มิ่งมณีนาคิน. เศรษฐศาสตร์เบื้องต้น, พิมพ์ครั้งที่ 7, หน้า 70 - 71.

ประเภทของตลาด

การแบ่งประเภทของตลาดสามารถแบ่งได้หลายรูปแบบ คือ[1]

1. ประเภทของตลาดแบ่งตามลักษณะการดำเนินงานของผู้ขาย จำแนกได้ ดังนี้

                1) ตลาดขายส่ง (Wholesale market) จะขายสินค้าให้กับพ่อค้าขายส่งหรือ

พ่อค้าขายปลีก เพื่อนำไปขายให้กับพ่อค้าขายปลีก หรือผู้บริโภค

                2) ตลาดขายปลีก (Retail market) เป็นตลาดที่ผู้ขายจะขายสินค้าให้แก่ผู้บริโภคโดยตรง

2. ประเภทของตลาดแบ่งตามลักษณะของสินค้าที่ผลิต จำแนกได้ ดังนี้

                1) ตลาดสินค้าค้าอุตสาหกรรม (Industrial market) ซึ่งเป็นตลาดที่มีการซื้อขายสินค้าอุตสาหกรรมต่าง ๆ ทั้งนี้เป็นสินค้าสำหรับผู้บริโภค เช่น เสื้อผ้าสำเร็จรูป ปากกา นาฬิกา รวมทั้งสินค้าที่นำไปใช้ทำการผลิต เช่น วัสดุก่อสร้าง เครื่องมือเครื่องใช้ เครื่องจักร

                2) ตลาดสินค้าเกษตรกรรม (Agricultural market) ซึ่งเป็นตลาดที่มีการซื้อขายสินค้าเกษตรกรรมต่าง ๆ เช่น ข้าว ข้าวโพด ถั่ว สับปะรด

3. ประเภทของตลาดแบ่งตามชนิดของสินค้า จำแนกได้ ดังนี้

                1) ตลาดสินค้าสำหรับผู้บริโภค (Consumer goods market) เป็นตลาดที่ซื้อขายสินค้าเพื่อให้ผู้บริโภคซื้อหาไปใช้สอยในครัวเรือน

                2) ตลาดสินค้าสำหรับผู้ผลิต (Producer goods market) เป็นตลาดที่ซื้อขายสินค้าสำหรับผู้ผลิตนำไปใช้ประกอบการผลิต เช่น ตลาดขายผ้าให้โรงงานไปตัดเย็บเป็นเสื้อผ้าสำเร็จรูป ตลาดขายหนังสัตว์สำหรับโรงงานทำรองเท้า

                3) ตลาดการเงิน  (Financial market) เป็นแหล่งเงินทุนให้ผู้ที่ต้องการลงทุนกู้ยืมเพื่อนำไปดำเนินการธุรกิจ  ตลาดการเงินในระบบ ได้แก่ แหล่งการเงินของสถาบันการเงินต่าง ๆ กับตลาดการเงินนอกระบบ ซึ่งเป็นแหล่งกู้ยืมกันเองระหว่างบุคคล เช่น การรับจำนำ จำนอง หรือการเล่นแชร์กันระหว่างบุคคล



[1] ปรีดา  นาคเนาวทิน,รศ., เศรษฐศาสตร์จุลภาค 1, พิมพ์ครั้งที่ 11,  หน้า 123 - 124.

ประเภทของตลาดแบ่งตามลักษณะการแข่งขัน จำแนกได้ ดังนี้

1)ตลาดแข่งขันสมบูรณ์ (Perfectly Competitive Market) มีลักษณะดังนี้[1]

                                                (1) ผู้ขายและผู้ซื้อมีจำนวนมากราย การซื้อขายของแต่ละรายเป็นปริมาณสินค้าเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับจำนวนซื้อขายของทั้งตลาด ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงปริมาณซื้อขายของผู้ซื้อและผู้ขายรายใดรายหนึ่งจึงไม่ทำให้อุปสงค์ของตลาดเปลี่ยนแปลง และไม่ส่งผลกระทบต่อราคา

                                                (2)  สินค้ามีลักษณะและคุณภาพใกล้เคียงกันมาก หมายความว่า ในสายตาของผู้ซื้อเห็นว่าสินค้าดังกล่าวของผู้ขายแต่ละรายไม่แตกต่างกัน จะซื้อจากผู้ขายรายใดก็ได้ตราบเท่าที่ขายตามราคาตลาด เช่น ผงซักฟอกยี่ห้อต่าง ๆ ถ้าตลาดมีลักษณะของการแข่งขันที่แท้จริงแล้ว ผู้ซื้อจะมีความรู้สึกว่าผงซักฟอกทุกชนิดในตลาดมีคุณภาพเหมือนกัน คือสามารถใช้ซักผ้าหรือชำระล้างภาชนะได้สะอาดเหมือนกันหมด

                                                (3) ผู้ผลิตรายใหม่ ๆ สามารถเข้าสู่ตลาดได้โดยง่าย  

                                                (4) สามารถเคลื่อนย้ายสินค้าไปยังที่ต่าง ๆ ได้สะดวกโดยเสียค่าใช้จ่ายต่ำ

                                                (5) ผู้ซื้อและผู้ขายสามารถเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับตลาด (เช่น ราคาสินค้าในแต่ละที่) ได้สะดวกเสมอกัน  

                จากลักษณะทั้ง 5 ประการของตลาดแข่งขันสมบูรณ์ดังกล่าวข้างต้น จะเห็นได้ว่าเป็นตลาดที่หายากในโลกแห่งความเป็นจริง  เท่าที่ปรากฏก็มีเพียงตลาดที่ใกล้เคียงกับตลาดแข่งขันสมบูรณ์ซึ่งได้แก่ตลาดผลผลิตเกษตรบางอย่าง เช่น ข้าว ข้าวโพด ยางพารา เป็นต้น อย่างไรก็ตาม การศึกษาตลาดแข่งขันสมบูรณ์จะเป็นพื้นฐานช่วยให้เกิดความเข้าใจตลาดแบบอื่น ๆ ได้ง่ายขึ้น

                                2) ตลาดแข่งขันไม่สมบูรณ์ (Imperfectly Competitive Market) ลักษณะโดยทั่วไปของตลาดแข่งขันไม่สมบูรณ์ก็คือ สินค้ามีความแตกต่างกัน จนไม่สามารถนำมาใช้แทนกันได้อย่างสมบูรณ์ มีคุณภาพหรือมาตรฐานแตกต่างกันจนทำให้ผู้ซื้อเกิดความพอใจในสินค้าของผู้ผลิตคนใดคนหนึ่งมากกว่า  ในความเป็นจริงแล้วตลาดแข่งขันไม่สมบูรณ์เป็นเพราะมีลักษณะของการผูกขาดแอบแฝงอยู่  หรือกล่าวได้ว่าเป็นตลาดที่มีลักษณะผสมผสานระหว่างการแข่งขันกับการผูกขาดนั่นเอง ลักษณะของการผูกขาดนั้น ส่วนใหญ่เป็นผลสืบเนื่องมาจากทัศนะหรือความรู้สึกส่วนตัวของผู้ซื้อแต่ละราย  กล่าวคือเมื่อใดที่ผู้ซื้อมีความรู้สึกว่าสินค้าอย่างเดียวกัน ที่มาจากผู้ผลิตแต่ละรายมีคุณภาพแตกต่างกัน    เมื่อนั้นอำนาจผูกขาดก็จะเกิดขึ้นแก่ผู้ขายสินค้าที่มีคุณภาพเป็นที่พอใจของผู้ซื้อ คือผู้ขายสินค้าชนิดนั้นสามารถที่จะกำหนดราคาสินค้าของตนสูงกว่าผู้ขายรายอื่นทั้ง ๆ ที่เป็นสินค้าอย่างเดียวกัน เช่น ผงซักฟอกบรีสมีราคาสูงกว่าผงซักฟอกยี่ห้ออื่น ๆ ลักษณะตลาดแข่งขันไม่สมบูรณ์มีดังนี้                                  

(1) ตลาดกึ่งแข่งขันกึ่งผูกขาด ตลาดแบบนี้มีลักษณะหลายประการเหมือนตลาดแข่งขันสมบูรณ์ คือมีหน่วยผลิตจำนวนมาก และผู้ผลิตรายใหม่สามารถเข้าสู่ตลาดได้ง่าย สิ่งที่แตกต่างมีเพียงประการเดียวคือ สินค้าของผู้ผลิตแต่ละรายมีความแตกต่างกัน ความแตกต่างนี้อาจเป็นรูปลักษณ์ของสินค้าที่ต่างกันจริง หรือเป็นเพียงความรู้สึกนึกคิดของผู้บริโภคอันเกิดจากอิทธิพลของการโฆษณา ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงสินค้านั้นไม่ต่างจากสินค้าอื่น ตัวอย่างสินค้าเหล่านี้ได้แก่ ผงซักฟอก ยาสีฟัน สบู่ ฯลฯ [2]

(2) ตลาดที่มีผู้ขายน้อยราย คือ การจัดองค์การตลาดซึ่งภายในตลาดนี้มีผู้ขายสินค้าจำนวนน้อยรายจนการเปลี่ยนแปลงราคาสินค้าและปริมาณผลิตของผู้ขายรายหนึ่งจะมีผลกระทบกระเทือนถึงผู้ขายรายอื่นและผู้ขายรายอื่นจะมีปฏิกิริยาตอบโต้การกระทำของผู้ขายรายนี้ด้วย กล่าวคือ การเปลี่ยนแปลงราคาและปริมาณผลิตของผู้ขายรายหนึ่งจะมีผลกระทบต่อคู่แข่งขันรายอื่น ๆ ด้วย และมักจะมีปฏิกิริยาตอบโต้การกระทำของผู้ขายรายนั้น ฉะนั้นการตัดสินใจเปลี่ยนแปลงราคา ผลผลิต กิจกรรมส่งเสริมการขาย หรือเปลี่ยนแปลงคุณภาพสินค้าของผู้ขายรายหนึ่งจะต้องนำเอาปฏิกิริยาของคู่แข่งขันมาพิจารณาด้วย[3]

(3) ตลาดผูกขาดที่แท้จริง  ลักษณะสำคัญคือ มีผู้ขายเพียงรายเดียวในตลาด ทั้งนี้เนื่องจากสินค้าและบริการของผู้ผูกขาดไม่มีสินค้าอื่น ๆ ทดแทนได้เลย ดังนั้นจึงไม่ต้องเผชิญปัญหาการแข่งขันจากผู้ผลิตรายอื่น ๆ เพราะการเปลี่ยนแปลงราคาและปริมาณการขายของผู้ผลิตรายอื่น ๆ จะไม่มีผลกระทบต่อปริมาณและราคาของผู้ผูกขาดแต่อย่างใด สิ่งที่น่าสังเกตก็คือ แม้ว่าผู้ผูกขาดจะเป็นผู้ขายคนเดียวในตลาดก็ตาม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้ผูกขาดจะต้องได้กำไรทางเศรษฐศาสตร์เสมอไป ทั้งนี้เพราะผู้ผูกขาดจะขายได้มากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับอุปสงค์ของผู้ซื้อในตลาด ซึ่งจะเป็นข้อจำกัดในการกำหนดราคาและปริมาณ  กล่าวคือ แม้จะไม่มีคู่แข่ง แต่ถ้าสินค้าและบริการของผู้ผูกขาดเป็นสินค้าไม่จำเป็นต่อการดำรงชีพ  (สินค้าฟุ่มเฟือย)   ผู้บริโภคหรือผู้ซื้ออาจไม่สามารถซื้อสินค้าของผู้ผูกขาดด้วยเหตุผลงบประมาณที่จำกัดก็เป็นได้จึงเท่ากับมีการแข่งขันทางอ้อม[4]



[1]วันรักษ์  มิ่งมณีนาคิน. เศรษฐศาสตร์เบื้องต้น, พิมพ์ครั้งที่ 7, หน้า 74.

[2] เรื่องเดียวกัน, หน้า 77

[3] วรณี  จิเจริญ, เศรษฐศาสตร์จุลภาค 2, พิมพ์ครั้งที่ 4,  หน้า 257.

[4] กัญญา  กุนทีกาญจน์, ผศ., หลักเศรษฐศาสตร์จุลภาคเบื้องต้น, พิมพ์ครั้งที่ 3, หน้า 253.

ผลของการแข่งขันและการผูกขาด

การแข่งขันและการผูกขาดย่อมมีทั้งผลดีและผลเสีย ดังนี้         

1. ผลของการแข่งขัน พอสรุปได้ดังนี้

                                1) ผลดีของการแข่งขัน คือ

                                                (1) กระตุ้นให้ผู้ผลิตนำทรัพยากรเหล่านั้นมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเพิ่มปริมาณสินค้าและบริการให้ผู้บริโภคได้ตามความต้องการ

                                                (2) ผู้บริโภคได้บริโภคสินค้าและบริการที่มีคุณภาพและราคาถูกเนื่องจากผู้ผลิตมีการแข่งขันทำการผลิตสินค้าให้แก่ผู้บริโภค

                                                (3) เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต เทคนิควิธีการผลิต เพื่อลดต้นทุนในการผลิต และให้สามารถแข่งขันกับผู้ผลิตรายอื่นได้

                                2) ผลเสียของการแข่งขัน

                                                (1) มีการใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลือง เช่น การสร้างภัตตาคาร การตั้งศูนย์การค้า โรงแรม สนามกอล์ฟ ซึ่งเป็นกิจการที่ให้ผลกำไรมาก จึงทำให้ผู้ผลิตเพิ่มการผลิตสินค้าและบริการประเภทนี้มากยิ่งขึ้น การผลิตลักษณะนี้ใช้ทรัพยากรที่ดินเป็นจำนวนมาก

                                                (2) ถ้ามีการโฆษณาชวนเชื่อเกินความเป็นจริง ทำให้ผู้บริโภคอาจได้บริโภคที่มีคุณภาพต่ำได้  

                                                (3) การผูกขาดเกิดขึ้น ถ้าเกิดการแข่งขันอย่างรุนแรง

2. ผลของการผูกขาด พอสรุปได้ดังนี้

                                1) ผลดีของการผูกขาด คือ

                                                (1) เสริมสร้างคุณภาพของทรัพยากรมนุษย์ เช่น การจัดการศึกษา การแพทย์ การสาธารณสุข ฯลฯ รัฐบาลจะต้องดำเนินการผลิตสินค้าและบริการเหล่านี้ให้มีคุณภาพ และสนองความต้องการของผู้บริโภคให้ได้อย่างทั่วถึง                                                                                

(2) ควบคุมการบริโภคสินค้าและบริการบางชนิด เพราะถ้ามีการบริโภคมากเกินไปอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ เช่น การบริโภคสุรา ยาสูบ

                                                (3) สินค้าพื้นฐานทางเศรษฐกิจมีความเพียงพอต่อการพัฒนาประเทศ เช่น การสร้างทางหลวง การสร้างเขื่อน การผลิตกระแสไฟฟ้า การผลิตน้ำประปา

                                2) ผลเสียของการผูกขาด คือ

                                                (1) ผู้ผลิตอาจใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพต่ำในการผลิตสินค้า ถ้าผู้ผลิตสามารถผูกขาดการผลิตสินค้าแล้ว

                                                (2) ผู้บริโภคอาจไม่มีโอกาสที่จะเลือกซื้อสินค้าและบริการได้ และต้องซื้อสินค้าราคาแพงและมีคุณภาพต่ำ เพราะผู้ผลิตสามารถผูกขาดในตลาดของสินค้าและบริการได้แล้ว

                                                (3) ผู้ผลิตรายอื่นไม่สามารถเข้ามาลงทุนได้ เนื่องจากสินค้าและบริการของผู้ผลิตที่ทำการผูกขาดสามารถครองตลาดได้เพียงผู้เดียว ส่งผลให้ผู้ผลิตอาจผลิตสินค้าที่มีคุณภาพต่ำ เพราะอย่างไรก็ขายสินค้าได้

                จะเห็นได้ว่าการแข่งขันและการผูกขาดมีทั้งผลดีและผลเสีย เนื่องจากการแข่งขันทำให้ทรัพยากรถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด ผู้บริโภคได้บริโภคสินค้าที่มีราคาถูกและมีคุณภาพ แต่ถ้าการแข่งขันเกิดขึ้นอย่างรุนแรงหรือนอกกติกาผลเสียก็จะเกิดขึ้นกับตัวของผู้บริโภคเช่นกัน สำหรับการผูกขาดนั้น ในระบบเศรษฐกิจแบบผสมที่เน้นทางด้านทุนนิยมจะสนับสนุนให้รัฐบาลเข้าผูกขาดการผลิตบางอย่างเพื่อสร้างประโยชน์ให้แก่ประชาชนซึ่งถือว่าเป็นผลดี แต่ถ้าการผูกขาดเกิดขึ้นมาก ๆ จะทำให้ผู้บริโภคเดือดร้อนเนื่องจากผู้บริโภคไม่สามารถที่จะเลือกบริโภคสินค้าอื่นได้เพราะมีผู้ผลิตเพียงรายเดียว ส่งผลให้คุณภาพของสินค้าอาจไม่ได้มาตรฐานได้

บทบาทของภาครัฐบาลในระบบตลาด

ระบบตลาดปัจจุบันมีการแข่งขันและการผูกขาด ซึ่งมีทั้งผลดีและผลเสีย ดังนั้น รัฐบาลมีบทบาทในระบบตลาดปัจจุบัน คือ[1]

                ประเทศที่ใช้ตัวแบบของตลาดที่มีการแข่งขันสมบูรณ์เป็นพื้นฐานของระบบเศรษฐกิจนั้น จะแก้ปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจ โดยใช้ระบบของการแข่งขัน คือใช้กลไกราคาในการจัดสรรว่าจะผลิตอะไรเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค และจะต้องผลิตด้วยวิธีการใดที่จะทำให้ได้กำไรสูงสุด ต้นทุนต่ำที่สุด นั่นหมายถึงประสิทธิภาพของการบริหารจัดการผลิต ฉะนั้น การผลิตในตลาดแข่งขันสมบูรณ์เมื่อเทียบกับระบบเศรษฐกิจแบบอื่น ๆ จะพบว่าการแข่งขันของผู้ผลิตจะทำให้ทรัพยากรต่าง ๆ ถูกนำไปใช้ตามความต้องการของผู้บริโภคในสังคม เพราะการผลิตจะเป็นการผลิตที่ใช้ต้นทุนต่ำที่สุดได้ผลผลิตออกมามากที่สุด แต่ในสภาพความเป็นจริงระบบเศรษฐกิจของแต่ละประเทศส่วนมากใช้ระบบแบบผสม คือ กลไกตลาดและกลไกของรัฐร่วมกันในการพัฒนาประเทศ จึงส่งผลให้ประสิทธิภาพของระบบตลาดด้อยลงไป นั่นหมายถึงความล้มเหลวของระบบตลาด โดยมีสาเหตุ ดังนี้

                                1) ต้นทุนการผลิตลดลงและเกิดการผูกขาด ระบบตลาดที่มีการแข่งขันนั้น ส่งผลไปสู่การล้มล้างทำลายล้างกัน เพราะผู้ผลิตแต่ละคนพยายามที่จะแสวงหากำไรสูงสุด ความก้าวหน้าที่วิทยาการจึงทำให้ผู้ผลิตบางคนกลายเป็นผู้ผลิตขนาดใหญ่ที่มีต้นทุนการผลิตที่ต่ำลง ในที่สุดกลายเป็นผู้ผูกขาดในที่สุด

                                2) สินค้าสาธารณะ คือ สินค้าบางอย่างที่กลไกราคาไม่สามารถเข้ามาจัดการได้ เช่น การป้องกันประเทศ โดยเป็นสินค้าและบริการซึ่งไม่สามารถแสดงความเป็นเจ้าของได้ เมื่อบุคคลในสังคมคนหนึ่งใช้หรือบริโภคสินค้าดังกล่าวไปแล้ว จะไม่มีผลทำให้อุปทานของสินค้าที่มีอยู่ในสังคมลดลงไป     และเมื่อบุคคลหนึ่งในสังคมได้รับประโยชน์จากการบริโภคสินค้าดังกล่าว ก็ไม่อาจกีดกันไม่ให้บุคคลอื่น ๆ ในสังคมได้รับประโยชน์ร่วม

                                3) ผลกระทบภายนอก หมายถึง การกระทำที่เกิดขึ้นจากการตัดสินใจทางเศรษฐกิจของบุคคลหนึ่ง หน่วยผลิตหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการบริโภคหรือผลิต ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสวัสดิการของผู้อื่น ซึ่งสามารถแบ่งผลกระทบภายนอกได้ดังนี้

                                                (1) ผลกระทบภายนอกทางบวก หมายถึง การก่อให้เกิดผลดีหรือเกิดประโยชน์แก่บุคคลอื่น ๆ โดยไม่ผ่านตลาด  (บุคคลที่ 3 ได้ประโยชน์)  เช่น  การที่เจ้าของรถยนต์ทุกคนพยายามรักษารถยนต์ของตนให้อยู่ในสภาพดีอยู่เสมอ มีผลให้คนอื่นปลอดภัยและการจราจรไม่ติดขัด

                                                (2) ผลกระทบภายนอกทางลบ หมายถึง   การก่อให้เกิดผลเสียแก่บุคคลอื่น ๆ   เกิดต้นทุนแก่บุคคลอื่นโดยไม่ผ่านตลาด   หมายความว่า    คนที่ก่อให้เกิดความเสียหายสร้างปัญหาด้านต้นทุนแก่คนอื่น ๆ   โดยไม่ต้องรับภาระใด ๆ  เลย  เช่น นายแดง ควักบุหรี่ออกมาสูบ คนอื่น ๆ ต้องสำลักควันบุหรี่และจามอยู่ตลอดเวลา เป็นต้น

                                                (3) ผลกระทบภายนอกทั้งทางบวกและทางลบ อย่างเช่น โรงงานน้ำตาลแห่งหนึ่งอยู่ริมแม่น้ำแม่กลอง   สร้างถนนเข้าโรงงานของตน ทำให้ชาวบ้านที่อยู่ในละแวกนั้นได้ผลพลอยได้ประโยชน์จากการใช้ถนนนั้น   (ทางบวก)  แต่ขณะเดียวกันโรงงานได้ปล่อยน้ำเสียลงสู่แม่น้ำแม่กลองทำให้แม่น้ำแม่กลองเน่า ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน (ทางลบ) 

                                                ดังนั้น ระบบตลาดจะล้มเหลวเพราะราคาไม่สะท้อนถึงต้นทุนที่แท้จริง แสดงว่าทรัพยากรไม่ได้ถูกนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ   นั่นหมายความว่า ในกรณีโรงงานน้ำตาลผลกระทบจากภายนอกจะไม่เกิดขึ้น ถ้าได้มีการชดเชยค่าเสียหายจากเจ้าของโรงงานน้ำตาลขณะเดียวกันชาวบ้านต้องจ่ายค่าถนนให้แก่เจ้าของโรงงานน้ำตาลด้วย

                                4) สินค้าสาธารณูปโภค เป็นสินค้าที่ประชาชนทุกคนในประเทศต้องอุปโภคบริโภค  แม้กลไกตลาดจะเข้ามาจัดสรรทรัพยากรและปัจจัยการผลิตได้ก็ตาม  แต่ภาคเอกชนไม่สามารถดำเนินการได้ เหตุผลเพราะต้องลงทุนมหาศาล เช่น การไฟฟ้า ประปา รถไฟ

                                5) ความไม่เป็นธรรมในการกระจายรายได้  เพราะระบบตลาดซึ่งเป็นระบบที่ให้โอกาสแก่ผู้มีทรัพยากรจำนวนมากสร้างสมรายได้มากยิ่งขึ้น       เป็นเหตุทำให้ผู้ที่มีทรัพยากรน้อย มีโอกาสน้อย ถูกผลักออกจากระบบเหลือแต่ผู้ที่เข้มแข็ง

                                6) ความไม่สมบูรณ์ของตลาด  ในโลกความเป็นจริง   การแข่งขันสมบูรณ์ทุก ๆ ตลาดสินค้าและตลาดปัจจัยการผลิตไม่เกิดขึ้นเพราะการปรับให้อุปทานเพียงพอกับความต้องการได้นั้นต้องใช้เวลานาน ความรู้หรือสารสนเทศเกี่ยวกับสภาพตลาด เช่น รายละเอียดเกี่ยวกับผู้ผลิต แห่งใดที่ต้องการว่าจ้างเพิ่ม และขาดข้อมูลสภาพความต้องการซื้อของตลาดโดยเฉพาะสินค้าเกษตร

                เนื่องจากความล้มเหลวของตลาด ๆ ที่ได้กล่าวมาข้างต้น ทำให้กลไกราคาไม่สามารถเป็นจักรกลสำคัญในการจัดสรรทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพราะไม่ทราบอุปสงค์โดยเฉพาะผลประโยชน์ที่ตกแก่สังคมที่แท้จริง ขณะเดียวกันไม่ทราบต้นทุนสังคมที่แท้จริง ฉะนั้นราคาสินค้าที่กำหนดจากอุปสงค์และอุปทานจึงไม่ได้สะท้อนความเป็นจริงของสังคมที่แท้จริง  ทำให้ปริมาณสินค้าและบริการที่ผลิตมาจึงไม่เป็นไปตามความต้องการของตลาดที่แท้จริง หรือผลิตออกมาอย่างไม่มีประสิทธิภาพนั่นเอง ดังนั้น บทบาทของรัฐบาลในระบบตลาดที่สำคัญ คือ

1) การปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร คือ จัดการกับผลกระทบภายนอก สินค้าสาธารณะ และความไม่สมบูรณ์ของตลาด โดยวิธี

                (1) จ่ายเงินอุดหนุนการผลิตสินค้าบางชนิดหรือการผลิตในบางท้องถิ่น

                (2) การเก็บภาษี เช่น ภาษีสินค้าเข้า การกำหนดโควต้าการนำเข้าบางประเภท

                (3) การคุ้มครองผู้บริโภค คือ การกำหนดราคาซื้อขายขั้นสูงสุด และอาจวางข้อจำกัดเกี่ยวกับคุณภาพของสินค้า หรือวางระเบียบมาตรฐาน

                (4) การเก็บภาษีอากรเป็นกลไกทำให้ต้นทุนหน่วยสุดท้ายของการผลิตในแง่ของเอกชนเท่ากับต้นทุนหน่วยสุดท้ายในแง่สังคม

2) การดำรงภาวการณ์ว่าจ้างงานให้อยู่ในระดับสูง

                (1) นโยบายเกี่ยวกับ ค่าจ้าง ราคาและผลกำไร

                (2) การจ่ายเงินอุดหนุนการว่าจ้างงานในภูมิภาคที่เกิดเศรษฐกิจจะตกต่ำ หรืออาจมีมาตรการเสริม เช่น จ่ายเงินอุดหนุนบุคคลที่ว่างงานในการเดินทางมาหางานทำ พร้อมทั้งจัดหาข้อมูลเกี่ยวกับอาชีพ และการมีงานทำให้แก่บุคคลว่างงาน และนายจ้างที่ต้องการแรงงาน

3) การช่วยให้เกิดแบบแผนการจำเริญเศรษฐกิจที่ต้องการ โดยการส่งเสริมการพัฒนาเทคนิคใหม่ ๆ โดยใช้จ่ายเงินอุดหนุนการวิจัยและพัฒนา และนโยบายอบรมเพื่อให้ผู้ประกอบการปรับตัวทันกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้ทันกับโลกใหม่

4) การปรับปรุงการกระจายรายได้ โดยการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ ส่งเสริมนโยบายเกี่ยวกับสวัสดิการสังคม นโยบายด้านภาษีอากร เพื่อให้ช่องว่างระหว่างรายได้แคบลง เช่น ภาษีแบบอัตราก้าวหน้า        และการควบคุมราคา



[1] เรื่องเดียวกัน, หน้า 329-334.

 

 

Link IT.

August 2014
S M T W T F S
27 28 29 30 31 1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31 1 2 3 4 5 6

กิจกรรมวันนี้

No events